Breaking News
ข่าว จาก 100

19 มิ.ย. 2560 21:04 น.

บิ๊กตู่ลากยาวอยู่10ปี! "เสกสรรค์"ชำแหละรธน.อุ้มชนชั้นนำภาครัฐยึดอำนาจ

“เสกสรรค์”ชำแหละรัฐธรรมนูญ 2560 วางยาพรรคการเมืองขนาดใหญ่-ลดเสถียรภาพรัฐบาล อุ้มชนชั้นนำภาครัฐกุมอำนาจเหนือนักการเมือง ฟันธง “บิ๊กตู่-คสช.” อยู่ในอำนาจต่อได้อีก 9-10 ปี ชี้สุดท้ายนักการเมืองจะกลายเป็นแค่ “หางเครื่อง” คอยผลัดหน้าทาแป้งอุ้มชูบิ๊กราชการที่กลายร่างมาคุมเกมการเมือง พร้อมมอง “ไทยแลนด์4.0-ประชารัฐ” มุ่งเป้าเศรษฐกิจแค่เปลือกนอก แต่หวังผลช่วงชิงมวลชน

ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดงานเสวนา “ดิเรกทอล์ค” เรื่อง “ทิศทางการเมืองโลก การเมืองไทย และนโยบายสาธารณะ” โดย นายเสกสรรค์ ประเสริฐกุล อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “การเมืองไทย กับสังคม 4.0” โดยกล่าวตอนหนึ่งถึงสถานการณ์การเมืองหลังการรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติว่า หลังการรัฐประหารปี 2557 แทนที่รัฐบาลทหารจะรีบแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างมวลชนเสื้อสี กลับเดินหน้ากำหนดนโยบายต่างๆ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม เพื่อขับเคลื่อนและผลักดันให้ประเทศไทยเป็นไปตามวิสัยทัศน์ของตนเอง การทำสิ่งต่างๆ ดังกล่าว ไม่ใช่ลักษณะของรัฐบาลที่ขึ้นมารักษาการชั่วคราว หากเป็นลักษณะของผู้ปกครองที่มีชุดความคิดของตนเอง และประสงค์จะดัดแปลงโลกให้เป็นไปตามนั้น

ชำแหละรธน.อุ้มชนชั้นนำภาครัฐทวงอำนาจ

โดยรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 อันเป็นผลงานของรัฐบาลปัจจุบันสะท้อนให้เห็นอย่างแจ่มชัดว่า ชนชั้นนำภาครัฐต้องการทวงคืน และรักษาพื้นที่ส่วนใหญ่ในเวทีอำนาจไว้อย่างถาวร อีกทั้งจำกัดพื้นที่ของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง โดยไม่ให้อยู่ในฐานะผู้กุมอำนาจอีกต่อไป

“ที่ผมพูดเช่นนี้ ไม่ใช่ข้อกล่าวหา แต่เป็นข้อสังเกตที่ยืนยันได้จากข้อเท็จจริง โดยเฉพาะประเด็นรัฐธรรมนูญ เราสามารถมองเห็นเจตจำนงของผู้ตั้งได้จากบทบัญญัติที่เป็นลายลักษณ์อักษร”

วางยาพรรคขนาดใหญ่-ลดเสถียรภาพรัฐบาล

นายเสกสรรค์ กล่าวต่อว่า ประการแรกดังที่กำหนดในมาตรา 91  ที่เปลี่ยนระบบเลือกตั้งแบบเดิมให้เป็นระบบใหม่เรียกว่า “จับฝันปันส่วนผสม” ทำให้อิทธิพลของพรรคใหญ่ถูกจำกัดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ แต่ขณะเดียวกันส่งเสริมโอกาสของพรรคขนาดกลางและขนาดเล็ก ระบบดังกล่าวจะทำให้ได้เสียงข้างมากของพรรคเดียวเป็นไปได้ยาก และรัฐบาลที่ตั้งขึ้นอาจต้องเป็นรัฐบาลผสม ซึ่งไม่ค่อยมีเสถียรภาพ

ให้อำนาจข้าราชการชั้นสูงเอาไว้เต็มที่

ประการต่อมา ในขณะที่อำนาจของนักการเมืองและพรรคการเมืองถูกจำกัดลง ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญยังเปิดพื้นที่ทางการเมืองใหม่ๆ ให้ชนชั้นนำภาครัฐอย่างเต็มที่ โดยกำหนดให้ข้าราชการชั้นสูง เป็นทั้งกรรมการสรรหา และเป็นผู้รับการสรรหาดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งกลไกควบคุมต่างๆ และที่น่าสนใจ คือ ในกระบวนการดังกล่าว บทบาทและอำนาจของฝ่ายตุลาการได้ถูกยกระดับให้สูงขึ้นและแผ่ขยายออกไปมาก

คสช.ตั้งสว.เองปูทางสืบทอดอำนาจ

ประเด็นสำคัญที่สุด ดังที่ทุกท่านทราบดีอยู่แล้ว บทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังได้กำหนดให้ ส.ว. ชุดแรก มาจากการแต่งตั้งโดย คสช. และมีอำนาจร่วมกับ ส.ส. รับรองอำนาจนายกรัฐมนตรี เมื่อรวมกับบทบัญญัติให้นายกรัฐมนตรี สามารถเป็นบุคคลนอกรายชื่อพรรคการเมืองแล้ว น่าจะสะท้อนเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญได้ เรื่องนี้เมื่อบวกรวมกับบทบัญญัติที่ให้นายกรัฐมนตรีสามารถเป็นบุคคลนอกรายชื่อของพรรคการเมืองได้ ก็ทำให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญอยู่ตรงไหน

ประการสุดท้าย ถ้าเราดูบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ก็จะพบว่า พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ กับ พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งครม.ส่งร่างเข้าสภาแล้ว จะต้องออกมาภายใน 4 เดือน หลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญ อันนี้หมายถึงว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแทบจะกำหนดนโยบายอะไรเพิ่มไม่ได้เลย และอาจจะต้องกลายเป็นผู้สืบทอดนโยบาย คสช.เสียเอง

ฟันธง“บิ๊กตู่-คสช.”ลากยาวคุมอำนาจ10ปี

ยิ่งไปกว่านี้ รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ยังมีบทบัญญัติต่างๆ ที่ทำให้แก้ไขได้ยาก จนถึงขั้นเกือบเป็นไปไม่ได้ ซึ่งหมายถึงว่าผู้ร่างมีวัตถุประสงค์จะตรึงโครงสร้างอำนาจดังกล่าวไว้ให้นานแสนนาน ดังนั้นเมื่อบวกรวมกับช่วงที่รัฐบาลทหารปกครองโดยตรงแล้ว เราอาจกล่าวได้ว่า การกุมอำนาจของชนชั้นนำภาครัฐดำเนินไปอย่างต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 9-10 ปี

“แน่ละถ้าพูดถึงตัวบุคคลหรือแม้แต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ การสืบทอดอำนาจอาจจะไม่เป็นเส้นตรงขนาดนั้น แต่ถ้าพูดถึงชนชั้นนำภาครัฐแล้ว การต้องการพื้นที่ถาวรและอำนาจนำในปริมณฑลทางการเมือง เป็นสิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจน”

รธน.ผ่านประชามติใช่ว่าจะไม่มีคนคิดต่าง

นายเสกสรรค์ กล่าวด้วยว่า แม้รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะได้รับการยอมรับโดยเสียงข้างมาก โดยมีคนเห็นชอบประมาณ 16.8 ล้านเสียง ไม่เห็นชอบ 10.5 ล้านเสียง ซึ่งโดยหลักการต้องยอมรับว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ประกาศใช้โดยผ่านความเห็นชอบของประชาชน แต่ในโลกของความเป็นจริง คน 10 ล้านที่ไม่เห็นด้วย ก็ไม่ใช่คนหยิบมือเดียวที่จะมองข้ามได้ ทั้งนี้ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่าในช่วงรณรงค์ให้รับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยดูจะมีพื้นที่น้อยมากในการนำเสนอทัศนะของตน

นอกจากนี้ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่า ถอยหลังไปต้นปี 2557 ประชาชนที่มาลงคะแนนเลือกตั้งโดยเห็นว่า การเลือกตั้งเป็นทางออกจากวิกฤติที่ดีกว่ารัฐประหาร ก็มีคนจำนวนมากถึงราว 20 ล้านคน มาลงคะแนนเสียง ทั้งๆ ที่มีความพยายามที่จะขัดขวางการเลือกตั้งครั้งนั้นในหลายๆ แห่ง ดังนั้น ถ้าพิจารณากันตามเนื้อผ้า การที่รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 สอบผ่านประชามติ ก็ไม่ได้หมายความว่า จะไม่มีคนจำนวนมหาศาลแอบคิดต่างอยู่เงียบๆ ดังนั้นหากวางผังจัดอำนาจที่ไม่สมดุล โดยให้อำนาจฝ่ายอนุรักษ์มากเกินจริง ก็อาจเป็นการซ่อนระเบิดเวลาเอาไว้ได้

“ไทยแลนด์4.0-ประชารัฐ”ช่วงชิงมวลชน

นายเสกสรรค์ ยังกล่าวแนวทางการพัฒนาประเทศเพื่อมุ่งสู่ “ไทยแลนด์ 4.0” และการส่งเสริมกลไกประชารัฐว่า แม้ภายนอกจะถูกยกให้เป็นเรื่องเศรษฐกิจ แต่เชื่อว่าแท้ที่จริงเป็นการวางแผนอย่างเป็นระบบเพื่อช่วงชิงมวลชน ซึ่งเวลานี้ยังเร็วเกินไปที่จะประเมินความสำเร็จ และเชื่อว่า มีจุดหมายที่ดี ที่จะสามารถพาประเทศพ้นกับดับปานกลาง โดยอาศัยนวัตกรรม เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ในการสร้างรายได้ให้กับคนไทย แต่จะต้องดูความพร้อมของคนไทยต่อการก้าวกระโดดครั้งนี้ด้วย

ขณะที่กลไกประชารัฐที่น่าสนใจคือ ไม่ได้ถูกออกแบบเพื่อการเติบโตของจีดีพี แต่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ โดยภาครัฐเสนอตัวเป็นแกนนำประสานความร่วมมือกับกลุ่มทุน โดยมีภาคประชาสังคมขับเคลื่อน นโยบายนี้ จึงน่าจะมีวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นฐานเสียงสำคัญ ทับซ้อนกับฐานเสียงนักการเมือง ซึ่งหากนโยบายนี้สำเร็จ การเมืองภาคตัวแทนก็อาจจะโมฆะ หรืออาจล้มเหลวได้ เป็นการเปลี่ยนความขัดแย้ง เป็นความร่วมมือกับรัฐ และตอบโต้นโยบายประชานิยม

“นักการเมือง”จะกลายเป็นแค่หางเครื่อง

นายเสกสรรค์ กล่าวต่อว่า โอกาศเดียวที่พรรคการเมือง จะสามารถต่อรองกับกลุ่มอำนาจนิยมได้ คือ การร่วมมือกัน และเสนอนโยบายที่เหนือกว่า ดังนั้นจึงเชื่อว่ายุคไทยแลนด์ 4.0 นักการเมือง จะเล่นบทหางเครื่องผลัดหน้าทาแป้งให้กับชนชั้นนำ เกี้ยเซี๊ยะกับกลุ่มอำนาจนิยม หรือ นักการเมืองส่วนใหญ่ อาจรวมกลุ่มกัน ผนึกกำลังเป็นฝ่ายค้านที่สร้างสรรค์ เพื่อต่อกรกับกลุ่มอำนาจนิยม และเชื่อว่าจะไม่มีพรรคการเมืองใด จัดตั้งรัฐบาลได้เพียงพรรคเดียวและหลังจากนี้ ยังจะต้องติดตามว่ากลไกอนุรักษ์นิยม จะสลายความเจ็บช้ำน้ำใจของชาวนาเสื้อแดงได้หรือไม่ และฐานเสียงประชาชนจะเปลี่ยนไปหรือไม่

สุดท้ายขรก.จะกลายร่างเป็นนักการเมือง

ในตอนท้าย นายเสกสรรค์ ได้กล่าวว่า การที่รัฐธรรมนูญ 2560 จัดผังอำนาจโดยขยายบทบาทของข้าราชการทั้งทหารและพลเรือนไว้มาก อันนี้เท่ากับนำระบบราชการเข้ามาซ้อนทับและครอบงำปริมณฑลทางการเมือง ซึ่งในด้านหนึ่งนับเป็นการลดทอนบทบาทของประชาชนในกระบวนการคัดสรรและผู้กุมอำนาจ แต่ในอีกด้านหนึ่งย่อมจะทำให้ภาคราชการมีการเมืองมากขึ้น ข้าราชการระดับสูงกลายเป็นนักการเมืองไปโดยปริยาย ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่าระบบวุฒิสภาแต่งตั้งจะยิ่งทำให้นักการเมืองนอกระบบผุดขึ้นเต็มไปหมด

แน่นอน ที่ไหนมีการเมืองที่นั่นก็มีการแข่งขันชิงอำนาจ ที่นั่นก็มีความขัดแย้ง และความขัดแย้งในหมู่ผู้ปกครองก็เคยนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหลายครั้ง

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

บริษัท หนังสือพิมพ์แนวหน้า จำกัด 96 หมู่ 3 ถนนวิภาวดีรังสิต
แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ กทม. 10210 โทร. 0-2551-4290-9.
Copyright © 2017 Naewna.com All right reserved