คอลัมน์ออนไลน์
ข่าว จาก 12

17 มิ.ย. 2560

สู่นิเวศรัฐ : “ปฏิวัติเงียบ”ตอนที่ 1

                    มนุษย์นั้นดิ้นรนเพื่อมีชีวิตรอดและเพื่ออยู่ดีมีสุขมาตลอดกระแสธารแห่งชาติพันธุ์ นับแต่มีมนุษย์คนแรกๆกระทั่งมาถึงปัจจุบัน ในการดิ้นรนนี้มีทั้งเบียดเบียนชาติพันธุ์มนุษย์ด้วยกัน และเบียดเบียนโลกธรรมชาติ พวกเขา(และพวกเรา) จึงต้องพยายามคิดหาวิธี “จัดระเบียบ” การอยู่ร่วมกันหรือสังคมไม่เคยหยุด เพื่อให้สมาชิกทุกคนในสังคมไม่เบียนเบียนกัน

                    ผลแห่งการคิดจัดระเบียบนั้นก่อให้เกิด “กฎ กติกา” พร้อมกับมาตรการแห่งโทษทัณฑ์ อีกด้านหนึ่งก็สร้างศาสนา ลัทธิความเชื่อ รวมทั้ง “จารีต ประเพณี” เข้าหลวมรวมมนุษย์ไว้ด้วยกันอีกชั้น

                    แต่มนุษยชาติก็ยังคง “แหกกฎ กติกา” รวมทั้งหลักศาสนา ลัทธิความเชื่อ จารีต ประเพณีเรื่อยมา ด้วยความเห็นแก่ตัว – เห็นแก่ได้ กลายเป็นการแย่งชิง เข่นฆ่า ทำลายล้างกันไม่หยุดหย่อน จึงมีคนพยายามคิดสร้างกฎ กติกาใหม่ๆขึ้นมาไม่หยุดทุกยุคทุกสมัย...ที่เข้มข้นขึ้นและโทษทัณฑ์ก็รุนแรงมากขึ้น

                    มีนักคิดมากมายพยายามพิจารณาสังคมมนุษย์และความเป็นไปของธรรมชาติ ว่ามี “พัฒนาการ” อย่างไร และหลายคนก็คิดว่าตนเองค้นพบ “กฎ” ของมัน จากนั้นก็ “บัญญัติ” เป็นองค์ความรู้ คำสอน กลายเป็นคัมภีร์ เป็นลัทธิ

                    มีนักคิดหลายคนที่เชื่อว่าตนค้นพบกฎของสังคมมนุษย์และธรรมชาติ และตั้งชื่อวิธีการค้นพบของเขาว่า “วิภาษ”
คาร์ล มาร์กซ์ก็เช่นกัน

                    มาร์กซ์ “พิจารณา” ธรรมชาติและสังคมมนุษย์ด้วย “สายตาและการคิด” (พุทธศาสนาใช้ใจ) ทำให้เห็นว่ามันเปลี่ยนแปลงและเกิดสิ่งใหม่ได้นั้น เพราะมีอาการ “ขัดแย้งกัน” หรือพูดกลับกันก็คือ ธรรมชาติและสังคมมนุษย์ขัดแย้งกันจึงเกิดการเปลี่ยนแปลง

                    เรียกกระบวนการเปลี่ยนแปลงแบบนี้ว่า “วิภาษ - กฎวิภาษ” ซึ่งในปรัชญาตะวันตกแบ่งเป็น 2 ฝ่าย คือฝ่ายจิตนิยมกับฝ่ายวัตถุนิยม

                    ทั้งสองฝ่ายต่างก็ยืนยันว่าฝ่ายตนเป็นสัจธรรมหรือความจริงแท้

                    ในยุคพุทธกาลเรียก “วิภาษวิธี” นี้ว่า “วิภัชวาท”

                    เป็นการคิด – พิจารณาอย่างวิเคราะห์และสังเคราะห์

                    ลัทธิมาร์กซ์เกิดขึ้นด้วยวิธีนี้ เพราะเห็นว่า “สังคมมนุษย์ดำเนินมาด้วยความขัดแย้ง” หรือต่อสู้กันของคน 2 ชนชั้น ระหว่างผู้เสียประโยชน์กับผู้ได้ประโยชน์ ผู้ถูกกดขี่กับผู้กดขี่...ด้านวัตถุหรือเศรษฐกิจ จึงส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนยุคในสังคมมนุษย์ดังนี้

                    1.ยุคดั้งเดิม

                    2.ยุคทาส

                    3.ยุคศักดินา

                    4. ยุคนายทุน (ทุนนิยม)

                    ต่อจากยุคนายทุนหรือทุนนิยม ลัทธิมาร์กซ์ฟันธงว่าจะเป็น “ยุคสังคมนิยม - คอมมิวนิสต์”

                    3 ยุคแรกผมจะไม่กล่าวถึง แต่จะกล่าวถึงยุคในปัจจุบันที่เราทุกคนร่วมยุคหรือมีชีวิตอยู่ คือ “ยุคนายทุนหรือทุนนิยม”

                    ลัทธิมาร์กซ์อธิบายไว้ว่า ยุคนายทุนเป็นยุคที่สืบต่อมาจากยุคศักดินา ไพร่ในยุคศักดินาได้รับการปลดปล่อย ยุคนายทุนเป็นยุคที่ผลิตของกินของใช้เป็นสินค้าเพื่อขาย ผลิตด้วยอุตสาหกรรมขนาดใหญ่โดยใช้เครื่องจักร พวกเจ้าของที่ดินและโรงงานเรียกว่านายทุน ส่วนผู้ทำงานในโรงงานเรียกว่ากรรมกร

                    นายทุนร่ำรวย สะสม “ส่วนเกิน” (จ่ายค่าแรงไม่เต็ม) และกำไรไว้ จากนั้นก็นำไปขยายทุนต่อ ส่วนกรรมกรมีแต่แรงงานขายให้นายทุนเลี้ยงชีวิต

                    ส่วนเกินและกำไรที่นายทุนสะสมไว้นั้นได้จากการขูดรีดแรงงานของกรรมกร โดยกดค่าจ้างเพื่อเอาค่าแรงส่วนเกิน หรือส่วนที่กรรมกรจะได้จริงนั้นมาเป็นของตน

                    นายทุนกับกรรมการจึงเป็นคู่ขัดแย้ง – คู่ต่อสู้กันตาม “กฎวิภาษ” เช่นเดียวกับทุกยุคที่ผ่านมา

                    ลิทธิมาร์กซ์ชี้ว่าทั้งสองฝ่ายจะต่อสู้กัน จนท้ายสุดนายทุนจะแพ้โดยการปฏิวัติของกรรมกรหรือชนชั้นกรรมาชีพ รัฐของนายทุนจะถูกยึดเป็นของชนชั้นกรรมาชีพ และถูกปกครองโดย “กรรมกรระดับแกนนำ" ซึ่งเป็นตัวแทนของชนชั้นกรรมมาชีพทั้งมวล (อย่างเลนิน สตาลิน เหมา)

                    ที่ดินและโรงงาน รวมทั้งทรัพย์สินของพวกนายทุนจะถูกยึดเป็นของรัฐ อย่างที่เกิดในรัสเซียและจีน ฯลฯ เป็นต้น

                    เมื่อปฏิวัติล้มล้างนายทุนได้...และนำระบบสังคมนิยมมาใช้ จนสังคมพัฒนาเข้าสู่ยุคคอมมิวนิสต์ ก็จะเป็น “ยุคสุดท้าย” ของสังคมมนุษย์

                    .จะเป็นสังคมที่ไม่มีการขัดแย้งกันทางชนชั้น เพราะเป็นสังคมที่ปราศจากชนชั้น ไม่มีกฎหมาย ไม่มีการปกครอง และรัฐจะอันตรธานไป ไม่มีรัฐอีกต่อไป

                    ประชาชนชาวกรรมาชีพจะมีเสรีภาพ มีความปรองดอง เป็นพี่น้องกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน (เสรีภาพ ภราดรภาพ เสมอภาค) อย่างที่ ดร.ปรีดี พนมยงค์ เรียกว่า “ยุคพระศรีอาริย์”

                    ผมเห็นว่า 3 ยุคแรก ตั้งแต่ยุคดั้งเดิม ยุคทาส ศักดินานั้นแม้ “ไม่ใช่ก็ใกล้เคียง” (สังคมมนุษย์มีส่วนย่อยๆอีกมากที่เป็นทั้งพลังถ่วงและพลังผลัดกัน) อย่างที่ลัทธิมาร์กซ์ชี้ไว้ เพราะอะไรที่เกิดขึ้นแล้วก็เห็นได้ไม่ยากนัก

                    แต่ที่จะเกิดต่อไปในอนาคต คือยุคคอมมิวนิสต์นี่สิ ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ลัทธิมาร์กซ์จะคิดแบบการบวกเลข! และ “ชี้” ไว้

                    เพราะมนุษย์ไม่ใช่หุ่นยนต์ ไม่ใช่ซอมบี้ ที่จะเดินทื่อไปข้างหน้าอย่างเดียวโดยไม่รู้สึกรู้สา หากแต่มนุษย์มีกิเลส มีตัณหา มีปัญญา มีสติ มีเจตจำนง จึงเห็นว่าแม้ระบบนายทุน(ทุนนิยม) จะมีมา 300 ปีแล้ว ก็ยังไม่มีใครสามารถทำให้เปลี่ยนเข้าสู่ยุคคอมมิวนิสต์ได้จริง

                    ประเทศที่ปฏิวัติโค่นล้มนายทุนไปนานแล้วอย่างรัสเซีย จีน และประเทศในยุโรปตะวันออก รวมทั้งเพื่อนบ้านประเทศเราด้วย ก็ถอยกลับมาใช้ระบบทุนนิยมอย่างเดิม ที่เหลืออยู่ก็เห็นแต่เกาหลีเหนือ

                    ทำไมระบบทุนนิยมยังยืนยงคงอยู่?

                    คำตอบคือ...คนในยุคทุนนิยมปัจจุบันนี้กลายเป็นนายทุนเสียเอง

                    เป็น “นายทุน” เจ้าของกิจการขนาดเล็ก - ขนาดย่อย - ขนาดกลาง หรือเรียกให้ถูกต้องก็คือเป็น “ผู้ประกอบการ” ซึ่งมีมากขึ้นทุกวัน มีทั้งกิจการแบบเก่า - ใหม่ มีสินค้า มีบริการที่หลากหลายจนแทบจะครอบคลุมปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต ยิ่งมีอินเตอร์เน็ตด้วยแล้ว ก็ยิ่งมีมากขึ้นอย่างทวีคูณเมื่อเทียบกับตอนที่ยังไม่มี

                    ผู้ประกอบการยุคนี้กระจายไปทั่วทุกพื้นที่ของโลก แม้กระทั่งในชนบท (เพราะใช้อินเตอร์เน็ต) "คนหนึ่งคน" ทำหน้าที่หลายอย่างตามความสามารถของตน ตั้งแต่ผู้ผลิตสินค้า ทำการตลาด โฆษณา ประชาสัมพันธ์ จัดของ จัดส่ง จัดขาย บริการ เป็นตั้งแต่ผู้จัดการ – พนักงาน - ยันภารโรง

                    เป็นทั้ง “นายทุนและกรรมกร”

                    มันจึงเป็นการสลายช่องว่างและชนชั้นในระบบของมันเอง

                    ที่น่าทึ่งก็คือ...พวกเขาอยู่ได้ทุกที่ทุกเวลา เพราะมีเทคโนโลยีการสื่อสารและการขนส่งที่ทันสมัย

                    ไม่ยกเว้นแม้กระทั่งคนที่อยู่ในภาคการเกษตร

                    ยิ่งคนรุ่นใหม่ที่กำลังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยและพวกที่จบออกมาไม่นานนี้ จะยิ่งทำงานหลากหลายขึ้น คนเดียวทำหลายอย่าง หลายสถานที่ หลายเวลา เพราะต้องการเป็นตัวของตัวเอง ต้องการอิสระและรวยเร็ว

                    ลองมองไปรอบตัวเราก็จะเห็นว่าสังคมไทย(และทั้งโลก) มีผู้ประกอบการมากมายหลากหลาย ตั้งแต่พ่อค้าแม่ค้าทั่วไป กระทั่งกิจการ – บริการใหม่ๆของคนหนุ่มสาว

                    สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นและแพร่กระจายอย่างรวดเร็วนี้จะเรียกว่าอะไร?

                    สำหรับผม...มันคือการ “ปฏิวัติเงียบ

                    เงียบเสียจนพวกมาร์กซิสต์ก็ไม่ได้ยิน ไม่ได้เห็น และไม่เข้าใจ เพราะหน้ามืดตามัวเอาแต่จะใช้อาวุธเข้ายึดอำนาจรัฐเหมือนเมื่อ 100 มาแล้ว พร้อมกันนั้นก็แหกปากตะโกนอย่างเหยียดหยามคนอื่นว่า “โลกไปถึงไหนกันแล้ว?”

                    การปฏิวัติเงียบนี้เป็นการ “ปฏิวัติภายใน” ระบบทุนนิยมเอง พร้อมกันนั้นก็ “ล้มล้างยุคคอมมิวนิสต์” ในอนาคตของลัทธิมาร์กซ์ไปด้วย

บริษัท หนังสือพิมพ์แนวหน้า จำกัด 96 หมู่ 3 ถนนวิภาวดีรังสิต
แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ กทม. 10210 โทร. 0-2551-4290-9.
Copyright © 2017 Naewna.com All right reserved