คอลัมน์ออนไลน์
ข่าว จาก 11

19 มิ.ย. 2560

จับได้ไล่ทัน : จับไต๋สาวกแม้วปลุกผี เปิดโปงธาตุแท้ระบอบทักษิณ

ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้อดีตส.ส.พรรคเพื่อแม้วบางคนเพิ่งจะออกมาประกาศความไม่มีอยู่จริงของระบอบทักษิณ แต่น่าประหลาดใจที่อยู่ๆนายวัฒนา เมืองสุข อดีตรัฐมนตรียุครัฐบาลพรรคไทยรักไทยคนสนิทที่ทำตัวดุจกระบอกเสียงของอดีตนายกฯนักโทษหนีคุกกลับออกมายืนยันความมีอยู่จริงของระบอบทักษิณพร้อมเชิดชูระบอบทักษิณอย่างเลิศลอย

โดยครั้งนี้ นายวัฒนา โพสต์ความเห็นในเฟซบุ๊คส่วนตัวระบุหัวข้อว่า “ระบอบทักษิณ” โดยมีเนื้อหาส่อโฆษณาชวนเชื่อและเบี่ยงเบนประเด็นจากความเป็นจริงดังนี้คือ “ ระบอบทักษิณคือระบบการบริหารที่สร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนตามแนวคิดลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และขยายโอกาส รักษากรอบวินัยการเงินและการคลัง ทำให้ประชาชนมีรายได้ เกิดกำลังซื้อและเกิดการจับจ่ายใช้สอย ก่อให้เกิดกระบวนการผลิตสินค้าและบริการเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนที่มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น เกิดการจ้างงานและการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เป็นผลให้เม็ดเงินภาษีเพิ่มมากขึ้นซึ่งรัฐจะได้นำไปใช้เพื่อสร้างโอกาสให้กับประชาชนต่อไป

ตัวอย่างการลดรายจ่ายคือ 30 บาทรักษาทุกโรค ส่วนโอท็อปและกองทุนหมู่บ้านคือการเพิ่มรายได้และขยายโอกาสให้กับประชาชน ระบอบทักษิณเชื่อมั่นว่าความเข้มแข็งของประชาชนคือความมั่นคงของรัฐบาล ดังนั้นเงินงบประมาณจึงถูกนำมาใช้เพื่อสร้างโอกาสให้กับประชาชนมากกว่าการติดอาวุธให้กองทัพ เศรษฐกิจจึงเข้มแข็ง การส่งออก การบริโภคภายในและการลงทุนขยายตัว จีดีพีเติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนเพราะมาจากรายได้ที่เพิ่มขึ้น ทำให้จัดเก็บภาษีได้เกินกว่าเป้าหมายส่งผลให้จัดทำงบประมาณแบบสมดุลไม่ต้องกู้เงินมาชดเชย ทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น แต่รักษาวินัยการเงินการคลังโดยระดับหนี้สาธารณะอยู่ในกรอบของกฏหมาย ส่วนงบประมาณที่ไม่ก่อให้เกิดการสร้างรายได้จะถูกใช้อย่างจำกัด เช่น งบของกระทรวงกลาโหม เป็นต้น ซึ่งก็พิสูจน์ถึงวิสัยทัศน์ที่ถูกต้องเพราะจนถึงบัดนี้ยังไม่เคยมีศึกสงคราม อาวุธที่มีอยู่กลับถูกนำมาใช้ยึดอำนาจและปราบปรามประชาชนฝ่ายตรงข้าม

การทำลายระบอบทักษิณไม่ต้องไปสุมหัววางแผนทำเรื่องที่น่าอับอาย เพราะทักษิณไม่เคยวางกลไกเพื่อสืบทอดและเบียดบังอำนาจของประชาชน เพียงทำให้ประเทศเจริญประชาชนอยู่ดีกินดีมากกว่าที่ทักษิณเคยทำไว้คนก็จะลืมทักษิณเอง แต่การยึดอำนาจแล้วสถาปนารัฐทหาร บริหารแบบไร้วิสัยทัศน์แล้วหาข้อแก้ตัวด้วยการโทษคนอื่น จำกัดสิทธิและเสรีภาพ ละเมิดสิทธิมนุษยชน สร้างฝันลมๆแล้งๆรายวันสุดแต่ปากจะพาไป สร้างภาระหนี้สินเพิ่มและประชาชนทุกข์ยาก จ้องแต่จะตัดสิทธิของประชาชน แต่เพิ่มงบประมาณให้กองทัพที่สวนทางกับเศรษฐกิจที่ตกต่ำคือการทำให้ประชาชนโหยหาระบอบทักษิณเพราะความหิวโหยและเงินในกระเป๋าที่หายไป

จากทัศนะของ นายวัฒนา ทั้งหมด ทีนี้ลองมาฟังความเห็นวิพากษ์ผ่าตัวตนที่แท้จริงของระบอบทักษิณในอีกด้านหนึ่ง โดยบุคคลสำคัญ 3 คนประกอบด้วย  นายเสนาะ เทียนทอง อดีตประธาน ส.ส.พรรคไทยรักไทยและเป็นผู้ที่ปั้นนายทักษิณจนสามารถก้าวขึ้นนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีเป็นครั้งแรก นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ”ส ศิวิรักษ์”นักคิดสไตล์ขวานผ่าซาก และนายคณิน บุญสุวรรณ อดีต ส.ส.ซึ่งปัจจุบันหันไปซบพรรคเพื่อไทย

นายเสนาะ เคยแสดงทัศนะไว้ในการขี้นเวทีปราศรัยของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในอดีตเมื่อครั้งขัดแย้งจนตัดขาดแยกตัวจาก  นายทักษิณ และเคยแสดงทัศนะไว้ในพ็อกเก็ตบุ๊ค “รู้ทันทักษิณ 4” เปิดโปงตัวตนที่แท้จริงของอดีตนายกฯผู้อื้อฉาวอย่างหมดเปลือกโดยกล่าวว่า “ ผมอยู่ในเวทีการเมืองมานานกว่า 30 ปีไม่เคยเห็นรัฐบาลชุดไหนเลวทรามเท่ากับรัฐบาลทักษิณเพราะเป็นรัฐบาลที่โกงทุกอย่างที่ขวางหน้า .......ผมขอกราบอภัยอีกครั้งที่เมื่อปี 2543 ไปหลงกับคำพูดของคนคนหนึ่งที่บอกว่า พี่เหนาะผมพร้อมแล้ว เงินส่วนหนึ่งเก็บไว้ให้ลูก 3 คน เงินอีกส่วนหนึ่ง 2 ตายาย ชาตินี้กินยังไงก็ไม่หมด และเงินส่วนที่เหลือผมจะใช้หนี้แผ่นดิน น้องทักษิณยังจำได้หรือไม่กับคำๆนี้  ผมคิดว่าคนๆนี้เมื่อเลวร้ายแล้วจะกลับใจ แต่ตอนนี้พอรู้แล้วเลยร้องอ๋อว่าที่เลวมาจากการโกงชาติโกงแผ่นดินนั่นเอง มันกล้าถึงขนาดเผาบ้านเมืองเอาเงินประกัน หมอนี่คิดอะไรเป็นชั้นๆ ไตร่ตรองทุกขั้นตอน สมัยที่ผมเป็นผู้จัดการรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ตอนนั้นมีปัญหาการเงินการคลัง ไม่มีใครมาเป็นรัฐมนตรีเพราะว่านายอำนวย วีรวรรณลาออกกะทันหัน นายทักษิณส่งคนเข้ามาทำงานแล้วลอยตัวค่าเงินบาทโดยเสวยสุขอยู่คนเดียว ขณะที่คนเป็นเอ็นพีแอลทั้งประเทศ แล้วยังมาลอยหน้าลอยตากลับมาเป็นผู้นำประเทศ “

ตอนหนึ่งในหนังสือ”รู้ทันทักษิณ4” นายเสนาะ กล่าวไว้ว่า เคยท้วงติง นายทักษิณ ในนโยบายขึ้นทะเบียนคนจน โดยตัวเองแนะนำว่าทำไม่ได้เพราะคนที่เป็นหนี้เป็นสินอยู่ไม่ใช่คนจนก็จะไปจดทะเบียนด้วย มันจะบานปลายไปใหญ่ แต่ นายทักษิณ กลับตอบว่า “ โธ่พี่เหนาะ คนตาบอดมันกลัวเสือหรือ ถ้าเราไม่พูดแบบนี้เราจะได้เสียงเหรอ เขาพูดอย่างนี้แสดงว่าไม่จริงใจกับนโยบาย ประกาศไปก่อนค่อยหาวิธีการทำการตลาดทีหลังไปเสี่ยงเอาข้างหน้าขอให้ได้คะแนนเสียงไว้ก่อน ไม่สนวิธีปฏิบัติราชการ แม้แต่โครงการเอสเอ็มแอล ผมก็เตือนว่าเข้าข่ายซื้อเสียงเพราะอยู่ในภาวะเลือกตั้ง ทักษิณตอบว่า โธ่...อำนาจอยู่ที่เรา กกต.ก็คนของเรา “

นายเสนาะ ยังแฉว่า นายทักษิณ เคยบอกรัฐมนตรีในรัฐบาลว่าไม่ต้องคิดอะไรมาก ขอให้ทำตามก็พอ หากรัฐมนตรีคนไหนเป็นคนที่คิดมาก รอบคอบ คอยตักเตือนจะอยู่ไม่ได้เลย คนที่อยู่ได้ต้องตอบ”เยส”อย่างเดียว ยิ่งกว่านั้นยังมีการใช้ระบบธุรกิจครอบครัวมาจัดการผลประโยชน์ในรัฐบาลแบบเบ็ดเสร็จ ตั้งแต่ขนคนที่เคยทำงานกับตัวเองในบริษัทแบบยกชุด วางคนของตัวเองไปในทุกกระทรวง โดยไม่จำเป็นต้องมีตำแหน่งมีอำนาจอย่างเป็นทางการ แต่ทุกคนในกระทรวงจะรู้ดีกว่า คนคนนี้คือคนของเขาจะทำอะไรก็ต้องผ่านคนคนนี้เรียกว่ามีสองสามคนไปดูแลผลประโยชน์ทุกกระทรวงเป็นเสมือนหลงจู๊ แล้วยังส่งคนไปยึดตำแหน่งในคณะกรรมาธิการชุดต่างๆของสภาผู้แทนฯ

ในครม.ก็ไม่ต่างกัน ทุกโครงการที่จะมีการอนุมัติ ถ้ารัฐมนตรีคนไหนเสนอเรื่องขอใช้งบกลางที่จัดสรรไว้มหาศาลก็ต้องไปเคลียร์กับคนของเขาให้เรียบร้อยก่อน รัฐมนตรีหลายคนจะมีคนของเขาเข้ามาบอกว่าเดี๋ยวทำงบ จะเอากี่พันล้าน แต่ต้องเอาเข้าพรรค 10 เปอร์เซ็นต์หมายความว่าจะทำอะไรขี้นมาก็ได้ ไปเขียนโครงการมา เวลาทำโครงการก็ต้องจ้างที่ปรึกษาที่เป็นคนของตัวเอง แล้วใช้วิธีเก่งที่สุดคือ ยกเว้นระเบียบพิเศษ ยิ่งใช้วิธีขีดเส้นตายว่าต้องเสร็จวันนั้นวันนี้เหมือนกรณีสนามบินสุวรรณภูมิเพื่อที่จะได้ใช้วิธีจัดซื้อจัดจ้างแบบพิเศษ

รัฐมนตรีต้องทำโครงการโดยตบแต่งงบประมาณขึ้นมาก่อนว่ามูลค่าของโครงการจะครอบคลุม 10 เปอร์เซนต์ที่ต้องหักเข้าพรรค จากนั้นไปตกลงกับคนของเขาผ่านคุณหญิง เรียบร้อยเมื่อใดก็ส่งมาให้ตัวตายตัวแทนทางการเมืองที่เขาไว้ใจ พอเข้าครม.นายกฯจะเสนอโครงการและอนุมัติให้เองเสร็จสรรพ รัฐมนตรีไม่ต้องคิด ไม่ต้องสงสัย

“ผมเคยพูดกับคุณหญิงอ้อว่า น้อง ถ้ามันได้มาอีกแสนล้านเอาไปทำไม เขาพากันตอบว่า ก็รู้ แต่ในเมื่อเล่นการเมืองมันต้องควักเงิน ก็ต้องถือว่าเป็นธุรกิจ ผมเคยเตือนหนักถึงขั้นว่า ในอนาคตถ้ามันจะเดือดร้อนหนักๆคือคนเป็นหัวนะ คุณหญิงอ้อเขาก็ตอบอย่างไม่สะทกสะท้านว่า ก็รู้ แต่ถ้าพี่ทักษิณจะลงต้องให้พรรคไทยรักไทยมีอำนาจอย่างน้อยสองสมัยถึงจะปลอดภัย”

อีกตอนหนึ่ง นายเสนาะ กล่าวไว้ว่า “ สิ่งที่สุดทนจริงๆคือกรณีผู้ว่า สตง.ที่ถูกแทรกแซงการทำงาน แทรกแซงองค์กรอิสระ และละเมิดพระราชอำนาจ มันเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ผมลุกขึ้นอภิปรายประกาศตัดขาดแตกหักกลางสภา  ถ้ามันเอาชีวิตได้ มันเอาไปแล้ว มันแค้น แต่ก็ไม่กล้า............. ทุกวันนี้ไม่ต้องพูดกันแล้วว่าพฤติกรรมของทักษิณเป็นยังไง เพราะมาถึงขณะนี้คนคนเดียวกำลังจะสร้างปัญหาให้กับบ้านเมือง ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันมีสาเหตุมาจากตัวปัญหาเพียงคนเดียวคือทักษิณ จนนำมาซึ่งความแตกแยกกันระหว่างกลุ่มคนในสังคม โดยคนๆนี้โกงเพื่อเข้ามาสู่อำนาจและเมื่อมีอำนาจแล้วก็โกงอีก อันตรายต่อบ้านเมืองสุดๆ

ทักษิณน่ากลัวเพราะเป็นคนที่มีวุฒิการศึกษาและมีความคิดที่จ้องวางแผนเอาเปรียบคนอื่น ถือว่าต่ำต้อยเหลือเกินในการเป็นผู้นำประเทศ ทำได้ทุกแบบโกงได้ทุกอย่าง คนๆนี้ไม่มีอุดมการณ์ทางการเมืองแม้แต่นิดเดียว กล้าทำถึงขนาดเผาบ้านเผาเมืองตัวเองเพื่อเอาเงินประกัน สมัยวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 กรณีการลอยตัวค่าเงินบาทโดยรู้กลไกเพียงแค่ 3-4 คน วางแผนไตร่ตรองกันไว้ก่อน ทำให้ร่ำรวยมหาศาล แต่ล่มจมกันทั้งบ้านทั้งเมือง

รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน(2540) ใช้กันจริงจังเมื่อการเลือกตั้งปี 2544  เขาไปศึกษาช่องโหว่ต่างๆมาเป็นอย่างดี แล้วก็กลับมาทุ่มอย่างเต็มตัว ฉกฉวยวิกฤติบ้านเมืองที่ตัวเองทำล่มจมไว้ โกงแม้กระทั่งวิธีการการเลือกตั้ง โดยเฉพาะเรื่องการพิมพ์บัตรเลือกตั้งเกินจากจำนวนจริง

มาถึงวันนี้ ทุกคนก็รู้ ทุกสถาบันก็รู้ เรามีชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เรามีรั้วของชาติที่ต้องรักษา เรามีประชาธิปไตยของบ้านเมือง เรามีผู้พิทักษ์สันติราษฏร์ที่ต้องมาดูแลทรัพย์สินของประชาชน เรามีเจ้าเมืองที่ต้องไปดูแลแต่ละจังหวัด เรามีนายอำเภอเป็นพ่อบ้าน เรามีระบบอยู่ แต่คนๆนี้มาทำลายระบบทั้งหมดเลย อยากจะยุบกระทรวงไหนก็ยุบ อยากจะตั้งกระทรวงไหนก็ตั้ง กระทรวงอะไรที่เป็นประโยชน์กับกูก็ตั้ง ย้ายคนไปกระทรวงนั้นกระทรวงนี้ แล้วแต่ว่าใครสนองอำนาจหรือไม่ ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อน ทางเลือกของประชาชนจึงมี 2 ทางคือ จะเอาทักษิณหรือจะเอาประเทศชาติ ผมคิดว่าใครทรยศผมๆทนได้ แต่ทรยศแผ่นดิน ผมยอมไม่ได้ “

แม้ปัจจุบัน นายเสนาะ หันกลับไปคืนดีกับ นายทักษิณ แต่สิ่งที่ตัวเองเคยพูดไว้ไม่มีวันตายยังคงเป็นหลักฐานที่เผยให้เห็นธาตุแท้ของ นายทักษิณ และระบอบทักษิณ

ขณะที่ นายคณิน บุญสุวรรณ อดีต ส.ส.  เคยเขียนไว้ในหนังสือ “รัฐธรรมนูญตายแล้ว” โดยกล่าวถึงความชั่วร้าย 10 ประการของระบอบทักษิณคือ 1. บริหารประเทศด้วยการขยายอาณาจักรทางธุรกิจของครอบครัวและพวกพ้อง 2. แปลงรัฐธรรมนูญให้เป็นเครื่องมือของเผด็จการรูปแบบใหม่ 3.ใช้การตลาด การโฆษณาชวนเชื่อและเงินเป็นกลไกหลักในการบริหารประเทศ 4. เปลี่ยนประเทศให้เป็นสมรภูมิของความรุนแรง  อาทิ การเปลี่ยน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เป็นมิคสัญญี 5. ใช้สัญชาติญาณ”นักล่าอำนาจ”ที่คิดแต่จะเอาเปรียบคู่ต่อสู้มากกว่าจะใช้”สปิริต”ในการสร้างความปรองดองแห่งชาติ 6.ได้ดิบได้ดีมีอำนาจด้วยอานิสงฆ์ของรัฐธรรมนูญ แต่ไม่เคยเห็นความสำคัญของรัฐธรรมนูญอย่างจริงใจ ทำทุกวิถีทางเพื่อเบี่ยงเบนและหาผลประโยชน์จากช่องโหว่ของรัฐธรรมนูญเพื่อให้ตนสามารถเข้าสู่อำนาจและอยู่ในอำนาจได้นานๆอย่างไม่ละอายแก่ใจ 7. นายทักษิณ  สะท้อนความเป็นผู้นำประเภทคิดเร็ว พูดเร็ว ทำเร็ว เปลี่ยนเร็ว ลืมเร็ว 8. เล่นพรรคเล่นพวกเลือกปฏิบัติ 9. บริหารประเทศแบบข้าเก่งคนเดียว และ 10. ระบอบทักษิณ เป็นนวัตกรรมทางการเมืองใหม่ภายใต้การกำกับดูแลของอาณาจักรทางธุรกิจ พยายามทำให้ตนเองและครอบครัวเป็นศูนย์กลางของระบอบ

ทิ้งท้ายด้วยบุคคลสำคัญอีกท่านหนึ่งที่เผยธาตุแท้ตัวตนของ  นายทักษิณ ก็คือ นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ  “ ส. ศิวรักษ์” นักคิดอาวุโส ที่กล่าวว่า  “ อย่าว่าแต่ชาวบ้าน ผมยังถูกทักษิณหลอกมาปีหนึ่ง ผมยังเคยอุ้มทักษิณ แล้วผมก็เชื่อว่าชาวบ้านดวงตาเห็นธรรมเหมือนผม แม้อาจจะช้าหน่อย แต่ต้องเห็นครับ ........  ผมเห็นลึกๆแล้วทั้งหมดมันต้องอยู่ที่เรื่องจริยธรรม ทักษิณไม่มีจริยธรรมครับ โกหก หน้าไหวหลังหลอก โกหกตอแหลหมดทุกเรื่อง แล้วสมัยที่เขาบริหารใช้เส้นหมด คุมทุกกระทรวง ทบวง กรม เสียหมดทุกกระทรวง แล้วจะให้เรารับคนๆนี้ได้อย่างไร “

บริษัท หนังสือพิมพ์แนวหน้า จำกัด 96 หมู่ 3 ถนนวิภาวดีรังสิต
แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ กทม. 10210 โทร. 0-2551-4290-9.
Copyright © 2017 Naewna.com All right reserved