คอลัมนิสต์
ข่าว จาก 10

19 มิ.ย. 2560

ขอคิดด้วยฅน : ตำรวจกับพระ ใครดีกว่ากัน?

 

เวลานี้ ปรากฏข่าวอื้อฉาว ทั้งในวงการตำรวจและวงการพระ

ตำรวจกลายไปเป็นโจรก็มี เข้าคุกเข้าตะราง

พระและวัด กลายไปเป็นซ่องโจรก็มี ก่ออาชญากรรม ฆ่าเณร ขายยาบ้า ฟอกเงิน

น่าสนใจว่า ระหว่างตำรวจกับพระโดยภาพรวม ตามสภาพความเป็นจริงในยุคนี้ ใครดีกว่าใคร?

1.เป็นเรื่องน่าปวดใจเหมือนกัน

เพราะโดยหลักการที่ควรจะเป็นนั้น “ตำรวจ” คือ ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ อำนวยความยุติธรรม จรรโลงรักษากฎหมายบ้านเมือง ขณะที่ “พระ” ก็คือ ผู้พิทักษ์หลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า อำนวยศีลธรรม จรรโลงคุณธรรมในสังคม

ทั้งตำรวจและพระ ล้วนมีบทบาทความสำคัญ ยึดโยงกับผลประโยชน์ของสังคมอย่างแท้จริง หากปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างสมบูรณ์ ย่อมได้รับความเคารพนับถือจากคนในสังคมอย่างที่สุด

แต่กลับปรากฏข่าวอื้อฉาว ทั้งตำรวจและพระอย่างสม่ำเสมอ และดูจะหนักข้อมากขึ้นทุกวัน

2.ข้อมูลภาพรวมของตำรวจ ใกล้เคียงกับพระ

ตำรวจทั้งประเทศ มีจำนวน 2 แสนกว่านาย เช่นเดียวกับพระที่มีจำนวนราว 2.9 แสนรูปทั่วประเทศ

โรงพักของตำรวจ มีจำนวน 1,482 แห่งทั่วประเทศ กระจายตามชุมชนต่างๆ ขณะที่วัดมีจำนวนกว่า 39,481 แห่งทั่วประเทศ กระจายอยู่ตามชุมชนต่างๆ เช่นกัน

จำนวนพระจำวัดแต่ละวัด น้อยกว่าจำนวนตำรวจในโรงพักแต่ละแห่ง เพราะวัดที่มีจำนวนมากกว่านั้น กระจายไปตามชุมชนสูงกว่า เนื่องจากวัดเกิดขึ้นมาได้ก็ด้วยแรงจิตศรัทธา กำลังสนับสนุนของชุมชน บางวัดมีพระจำวัดรูปเดียวก็มี แล้วแต่สภาพทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม สังคม ของแต่ละชุมชน

3.เปรียบเทียบพฤติกรรมและการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจกับพระ

การทำหน้าที่ของตำรวจ มีงบประมาณแผ่นดินสนับสนุนจากส่วนกลาง ได้รับเงินเดือนที่จัดสรรจากเงินภาษีของคนไทยทั้งประเทศ นอกจากนี้ ตำรวจยังมีรายได้พิเศษจากส่วนอื่นๆ ทั้งสีเทาและสีดำ เช่น บ่อน ซ่อง ของเถื่อน ของหนีภาษี ของละเมิดลิขสิทธิ์ การลักลอบฝ่าฝืนกฎหมายเล็กน้อยๆ ไปจนถึงธุรกิจค้ามนุษย์ ค้ายาเสพติด ฯลฯ

หรือแม้กระทั่งล่าสุด ที่เป็นข่าวครึกโครม อื้อฉาว การหาผลประโยชน์จากการซื้อขายตำแหน่งในการแต่งตั้งโยกย้าย จากที่เคยมีการวิ่งเต้นเส้นสายใช้ระบบอุปถัมภ์ เกิดปัญหามาทุกยุค คุณวิทยา แก้วภราดัย อดีต สปท. แฉว่า มีการเรียกรับเงินตำแหน่งละ 5-7 ล้านบาท แถมพื้นที่นครบาลแพงกว่าภาคอื่นกว่าสองเท่าตัว ซ้ำยังมี “พล.ต.ต. ใหญ่กว่า พล.ต.อ.”

นัยที่น่าคิดต่อไป คือ พล.ต.ต.รายนั้น มีบทบาทอย่างไรในการแต่งตั้งโยกย้าย และมีผู้ใหญ่คนไหนเป็นแบ๊กอยู่ข้างหลังหรือไม่ จึงใหญ่กว่าพล.ต.อ.?

เปรียบเทียบกับการทำหน้าที่ของพระ ก็จะมีเงินประจำตำแหน่งรายเดือน จัดสรรจากงบประมาณแผ่นดิน เรียกว่า “นิตยภัต” ตามลำดับชั้น เช่น พระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะตำบลชั้นตรี เจ้าอาวาสวัดราษฎร์ชั้นโท 2,500 บาทต่อเดือน, เจ้าอาวาสวัดราษฎร์ชั้นตรี-เลขานุการเจ้าคณะอำเภอ 2,200 บาท, พระครูสัญญาบัตรรองเจ้าอาวาสวัดราษฎร์-ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราษฎร์-เลขานุการรองเจ้าคณะอำเภอ-พระอธิการ 1,800 บาท เป็นต้น

นอกจากนี้ วัดยังได้รับเงินอุดหนุนจัดสรรจากงบประมาณแผ่นดินแต่ละปีอีกส่วนหนึ่ง เพื่อใช้ในกิจการพระศาสนา บูรณปฏิสังขรณ์ กิจกรรมการศึกษาปริยัติธรรม กิจกรรมเผยแพร่พระพุทธศาสนา

ยิ่งกว่านั้น วัดและพระ ยังมีรายได้เสริมส่วนอื่นๆ ซึ่งก้อนใหญ่กว่าเงินจากภาษีประชาชน โดยได้มาจากการศรัทธาและความเชื่อ
ของชาวบ้าน เงินบริจาคทำบุญ รวมทั้งการให้เช่าทรัพย์สินของวัด ตลอดจนกิจการเชิงพุทธพาณิชย์ต่างๆ โดยรายได้ส่วนนี้ยังเป็นสีเทา เพราะไม่มีการจัดระบบข้อมูลและการบริหารจัดการที่ชัดเจนโปร่งใส

แถมหลายกรณี ยังมีการผ่องถ่ายผลประโยชน์ออกไปสู่กระเป๋าส่วนตัวของพระ และคนใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็น อดีตภรรยา ลูก 
ญาติพี่น้อง ตอดจนบริษัทธุรกิจที่มีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระที่มีอำนาจจัดการผลประโยชน์ของวัด

ยกตัวอย่าง กรณีธรรมกาย ดังปรากฏคดีฟอกเงิน มีตัวละครเกี่ยวข้องมากมาย ทั้งอดีตพระลูกวัด สีกา บริษัทนอมินี กลุ่มทุนก่อสร้าง หรือแม้กระทั่งเจ้าของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่แลนด์แอนด์เฮ้าส์ นายอนันต์ อัศวโภคิน ก็ปรากฏชื่อเข้าไปพัวพันด้วย

เวลานี้ วัดหลายแห่งยังมีข่าวอื้อฉาว พัวพันกับการทุจริตเงินอุดหนุนจากสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ (พศ.) ด้วย โดยมีการ 
“ทอนเงิน” หรือจ่ายค่าหัวคิวกลับไปให้เครือข่ายเจ้าหน้าที่รัฐ ถึง 80% ของวงเงินอุดหนุน เหตุเกิดช่วงปี 2555-2559 กำลังถูกสอบสวนทุจริตล้างโกงขบวนการกินเงินอุดหนุนวัดในขณะนี้

ประเมินด้วยความเห็นส่วนตัว ในสถานการณ์ปัจจุบัน ผมมองว่า พระดีๆ ตำรวจดีๆ ยังคงมีอยู่ แต่เหลือน้อยลงกว่าเก่า

และถ้าให้ประเมินจากประสบการณ์และมุมมองส่วนตัว เชื่อว่า ตำรวจและพระที่ดีๆ จริงๆ มีไม่ถึงครึ่ง

ตำรวจตงฉิน ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่สนใจอามิสสินจ้าง ไม่กินตามน้ำ+ทวนน้ำ ไม่ปล่อยปละละเลยเมื่อพบข้อมูลการกระทำผิดกฎหมาย ไม่กินเงินธุรกิจผิดกฎหมาย ไม่รีดไถชาวบ้าน ไม่ค้าสำนวนคดี ฯลฯ ผมประเมินจากความรู้สึกของตนเองว่า น่าจะมีอยู่ไม่ถึง 20-30% จากตำรวจทั้งหมด

พระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เคร่งครัดพระธรรมวินัย ไม่แสวงหาผลประโยชน์ ลาภ สักการะ อามิส ไม่หมกมุ่นมักมากสร้างสมกิเลส บวชแล้วศึกษาและปฏิบัติตามแนวทางพระพุทธเจ้า ไม่อ้างเอาเองว่ารู้หมดแล้ว ตั้งลัทธิเอง ฯลฯ ถ้าให้ประเมินจริงๆ ผมเชื่อว่า มีไม่ถึง 20-30% จากพระสงฆ์ทั้งหมดทั่วประเทศ

ส่วนที่เหลือ อาจจะบวชตามประเพณีนิยม บวชแต่ไม่ได้ศึกษาปฏิบัติเคร่งครัดตามพระธรรมวินัย หรือแม้แต่บวชเพื่อยึดถือเป็นอาชีพ หาเงินหาทอง สะสมทรัพย์สิน บ้างผ่องถ่ายเข้าบัญชีส่วนตัว หรือเครือข่ายญาติพี่น้อง บ้างแสวงหาลาภสักการะ มุ่งได้ตำแหน่งแห่งหนในทางอำนาจการปกครอง ดิ้นรนไปอยู่วัดที่มีกิจนิมนต์เยอะๆ หรือมีผลประโยชน์ให้ดูแลมากๆ คล้ายๆ กับโรงพักตำรวจที่มีการแบ่งเกรดตามมูลค่าผลประโยชน์สีเทา)

การวิ่งเต้นเข้าหาพระผู้ใหญ่ เพื่อหวังได้รับลาภสักการะ ตำแหน่งเลื่อนชั้น ในวงการพระก็มีข่าวระแคะระคายมากขึ้นทุกวัน เพียงแต่ยังไม่โจ๋งครึ่มเท่ากับวงการตำรวจ

4.ระบบการกำกับดูแลตรวจสอบของทางการ

การตรวจสอบตำรวจในยุคนี้ มีมากกว่าพระ แต่โครงสร้างระบบกำกับตรวจสอบยังรวมศูนย์อำนาจเหมือนกัน และยังถูกสังคมมองว่าทั้งวงการพระและวงการตำรวจมีความพยายามปกปิดช่วยเหลือ อุ้มกันเอง มากกว่าจะมุ่งตรวจสอบชำระสะสางวงการตัวเอง

ปัจจุบัน มีการตรวจสอบ ตรวจค้นบ้านนายตำรวจใหญ่ พบหลักฐานการกระทำผิด การรับผลประโยชน์ ทรัพย์สินอันเกี่ยวข้องหรือได้มาจากการทุจริตมากมายหลายกรณี

ทำให้สังคมเริ่มสนใจว่า เหตุใดไม่มีการตรวจสอบพระที่อยู่ในตำแหน่งอันเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์มหาศาลบ้าง โดยหากมีการตรวจค้นบ้านพระ ไม่ใช่แค่กุฏิที่อยู่ในวัด แต่หมายถึงบ้านเรือนของพระ ที่อดีตภรรยา คนใกล้ชิด หรือญาติพี่น้องอาจช่วยดูแลหรืออาศัยอยู่ในปัจจุบัน น่าจะพบหลักฐานที่เป็นประโยชน์ หรือพบทรัพย์สินอันอาจเกี่ยวข้องหรือได้มาจากการกระทำผิดด้วยก็เป็นได้

เมื่อปรากฏเหตุอันควรสงสัย อย่างกรณีซื้อขายเก้าอี้ตำรวจ ป.ป.ช.ก็แสดงท่าทีขยับ พร้อมจะเข้ามาร่วมตรวจสอบแล้ว ผมเห็นว่าสมควรอย่างยิ่ง ไม่ต้องรอให้ใครไปร้องเรียน ข่าวออกใหญ่โต นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึง และกรณีอื้อฉาวเกี่ยวกับการทุจริตเรียกรับเงินทอนจากงบอุดหนุนปฏิสังขรณ์วัดก็เช่นกัน ป.ป.ช.ได้เข้ามาร่วมตรวจสอบกับ ตำรวจ ปปป.แล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้ตรวจสอบไปถึงพระ

พระที่ร่วมทุจริต หรือสมยอมทอนเงินแผ่นดินกลับไปให้คนโกง จะอ้างว่าหากไม่ยอม วัดจะไม่ได้รับเงินอุดหนุน สังคมคงยอมรับไม่ได้ เพราะนั่นไม่ใช่สิ่งที่คนเป็นพระสามารถกระทำได้เลย ไม่ต่างกับยอมให้คนโกงเข้ามาฟอกเงินในวัด หรือก่ออาชญากรรมในวัด เพื่อแลกกับเศษเงินเข้าวัด

ถึงเวลาสมควรจะมีกลไกภาครัฐที่มีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบพระที่มีตำแหน่งบริหารปกครองสงฆ์ด้วย เพราะถือเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายอาญา เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการผลประโยชน์ของแผ่นดินมหาศาล

5.ผลกระทบต่อชาวบ้าน จากตำรวจเลวและพระชั่ว

ตำรวจที่เลว ดูจะสร้างผลกระทบเฉพาะหน้าต่อชาวบ้านภาพรวมมากกว่า

เพราะในกรณีพระชั่วบางรูป เมื่อชาวบ้านรู้เท่าทัน ก็สามารถปฏิเสธ ไม่เข้าไปทำบุญกับพระชั่วได้ แต่หันไปทำบุญกับพระดีๆ ที่ยังพอมีอยู่เหมือนกัน

แต่ในกรณีตำรวจเลวบางคน แม้ชาวบ้านจะรู้เท่าทัน แต่บางกรณีก็ไม่อาจปฏิเสธหรือหลบเลี่ยงที่จะพบปะสัมพันธ์ได้ เนื่องจากตำรวจจะเป็นฝ่ายเข้ามายุ่งเกี่ยวกับชาวบ้านเสียเอง เช่น รีดไถ ทำสำนวนคดี หรือแม้แต่ไปช่วยคนติดสินบนก็กระทบทางอ้อมมายังผลประโยชน์ส่วนรวมของประชาชน

อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว การที่มีพระเลวเพิ่มจำนวนมากขึ้นจะสร้างผลกระทบตอสังคมอย่างฝังลึก เพราะจะกัดกินไปถึงบรรทัดฐาน ค่านิยม คุณธรรมจริยธรรมในสังคม ซึ่งเป็นบทบาทหน้าที่หรือความคาดหวังต่อบทบาทของพระ เมื่อผู้ต้องทำหน้าที่จรรโลงคุณธรรมสังคม เผยแพร่แนวทางคำสอนของพระพุทธเจ้ากลับทำตรงข้ามเสียเอง โกงเสียเอง ละโมบโลภมากเสียเอง กอบโกยส่วนตัวเสียเอง คุณธรรมสังคมก็เสื่อมสลาย และจะเกิดปัญหาความเสื่อมทรามในสังคมขนานใหญ่

ก่อนหน้านี้ สังคมเริ่มหมดหวังกับตำรวจ ถึงขนาดตั้งคำถามว่า ตำรวจมีไว้ทำไม?

หากปล่อยอย่างนี้ต่อไป สังคมจะเริ่มถามหนักขึ้นเรื่อยๆ ว่า พระมีไว้ทำไม?

6.ควรปฏิรูปโครงสร้างกิจการตำรวจและกิจการพระอย่างไร?

ทั้งตำรวจและพระ มีปัญหาโครงสร้างคล้ายกัน คือ รวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง

ตำรวจ รวมศูนย์อำนาจไว้ที่ ผบ.ตร. ขณะที่พระ รวมศูนย์อำนาจไว้ที่มหาเถรสมาคม ทั้งอำนาจบริหาร นิติบัญญัติ (ออกกฎ) และตุลาการ (การวินิจฉัยตัดสินลงโทษพระ)

ถึงเวลาแก้ปัญหาด้วยการปฏิรูปในเชิงโครงสร้าง กระจายอำนาจออกไปสู่พื้นที่ หรือระดับจังหวัด เพื่อให้ประชาชนที่มีส่วนเกื้อหนุนและได้รับผลกระทบจากหน้าที่ของตำรวจและพระ ได้มีส่วนร่วมในการทำนุบำรุง อุปถัมภ์ และกำกับดูแล

ตำรวจ ควรจะเป็นตำรวจของประชาชน ตำรวจของจังหวัด ตามพื้นที่ต่างๆ ที่ชุมชน ชาวบ้าน ประชาชนในท้องถิ่นได้มี
ส่วนร่วมกำกับดูแล

พระและวัด ก็ควรจะเป็นของชุมชนในท้องถิ่น ได้ร่วมกำกับและบริหารจัดการกิจการของวัด ทรัพย์สินของวัด จัดทำระบบบัญชีให้ชัดเจนโปร่งใส ดูแลเงินทุกบาทให้ถูกใช้เพื่อประโยชน์ของพระพุทธศาสนา มิใช่เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวของใครกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ซึ่งจะสอดคล้องกับแนวทางที่พระพุทธเจ้าฝากพระพุทธศาสนาไว้กับพุทธบริษัทสี่อีกด้วย

ขณะเดียวกัน พศ.ก็ทำหน้าที่กำกับดูแลการบริหารจัดการวัดของพุทธบริษัทสี่ในแต่ละพื้นที่อีกชั้นหนึ่ง

ส่วนพระ ก็ปฏิบัติหน้าที่ของตนตามพระธรรมวินัย ศึกษา ปฏิบัติธรรม เผยแพร่ธรรม ไม่ตองแบกรับภาระการจัดการทรัพย์สิน เงินทอง ผลประโยชน์ อันเปรียบเสมือนอสรพิษร้ายไว้หนักอึ้ง เป็นกองกิเลสพอกพูน ขัดขวางการปฏิบัติธรรมเหมือนที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

7.หากจะให้สรุปว่า ตำรวจ กับ พระ ใครดีกว่ากัน?

ผมขอตอบตามความสัตย์จริง ด้วยความปรารถนาดีจากใจว่า ตำรวจส่วนใหญ่ และพระส่วนมาก ในสังคมไทยปัจจุบัน เลวด้วยกันทั้งคู่

จึงเป็นภาระหนักอึ้งที่ตกแก่ตำรวจและพระส่วนน้อยที่ดีๆ และยังพยายามทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มกำลัง จะต้องร่วมมือกับภาครัฐ ภาคประชาสังคม ในการปฏิรูป เพื่อฟื้นคืนความเชื่อมั่น ความศรัทธา กลับคืนมาโดยเร็วที่สุด

 

ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

ศาสตราภิชาน มหาวิทยาลัยรังสิต

บริษัท หนังสือพิมพ์แนวหน้า จำกัด 96 หมู่ 3 ถนนวิภาวดีรังสิต
แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ กทม. 10210 โทร. 0-2551-4290-9.
Copyright © 2017 Naewna.com All right reserved