เด่นวันนี้
ข่าว จาก 100

21 เม.ย. 2560 06:00 น.

ชุมชน ‘วังกวางเหนือ’ ‘แก้จน’ได้เพียงแค่‘เปลี่ยนมุมคิด’

“สามล้อถูกหวย” หมายถึงการที่ใครคนหนึ่งได้เงินก้อนใหญ่มา แต่กลับบริหารจัดการไม่เป็น ใช้จ่ายอยู่ไม่นานเงินก้อนดังกล่าวก็หมดลงอย่างรวดเร็ว ตัวสำนวนจงใจใช้คำว่า “สามล้อ” เพราะเป็นอาชีพของคนระดับล่างมีการศึกษาน้อย จึงไม่รู้ว่าจะทำให้โชคลาภที่ได้มานั้น “งอกเงย” พอกพูนขึ้นมาได้อย่างไร ก็เหมือนกับกรณีของ “กองทุนหมู่บ้าน” ที่ภาครัฐจะจัดสรรเงินตั้งต้นให้หมู่บ้านละ “1 ล้านบาท” ให้แต่ละชุมชนนำไปพัฒนาพื้นที่ของตน

ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป หลายชุมชน “ล้มเหลว” เงินที่จัดสรรให้ไป “หมุน” สำหรับกิจการชุมชน กลายเป็น “หนี้เสีย” ไม่สามารถใช้คืนรัฐได้ขณะที่ปรากฏภาพการนำเงินไปใช้ “ผิดวัตถุประสงค์” เช่น กู้ไปซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยต่างๆ มากกว่าเพื่อหาช่องทางเพิ่มรายได้ให้ครัวเรือน กลายเป็น “วาทกรรม” ดูถูกชาวบ้านชนบทในหมู่ผู้คนบางกลุ่ม อย่างไรก็ตาม..ยังมีอีกหลายชุมชนที่เป็น “ต้นแบบ” ใช้เงินก้อนนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่งานแถลงข่าวผลการดำเนินงานของ มูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ณ สยามสมาคม ถ.อโศกมนตรี กรุงเทพฯ เมื่อไม่นานนี้ “แนวหน้าวาไรตี้” มีโอกาสได้พูดคุยกับ ประทีป จันต๊ะฟู ประธานสถาบันการเงินชุมชนวังกวางเหนือ ต.แม่พุง อ.วังชิ้น จ.แพร่ ซึ่งได้รับเชิญมาถ่ายทอดประสบการณ์ “ชุมชนพึ่งตนเอง” ภายในงานดังกล่าวด้วย ว่าอะไรคือ
“ข้อแตกต่าง” ที่ทำให้ชุมชนของตนไม่ล้มเหลว

ประทีป เล่าย้อนไปเมื่อครั้งที่ชุมชนของตนเพิ่งตั้งขึ้นใหม่ในปี 2542 ต้องใช้คำว่า “ตกสำรวจ” ไม่มีข้อมูลในสารบบของทางการ ไม่มีเลขที่หมู่บ้าน ไม่เคยได้รับเชิญไปประชุมที่อำเภอ แถมฐานะชาวบ้านส่วนใหญ่ “ยากจน” แม้กระทั่งในปี 2544 ที่รัฐบาลจัดตั้งกองทุนหมู่บ้าน ก็ไม่มีสิทธิ์ได้รับกองทุน ชาวชุมชนต้องต่อสู้อยู่ราว 1 ปี ในปี 2545 จึงได้รับการรับรองเป็นหมู่บ้าน และได้รับเงิน 1 ล้านบาท เป็นกองทุนหมู่บ้านในที่สุด แต่ในขณะที่ต่อสู้นั้นเอง ประทีป ได้เห็นบทเรียนอย่างหนึ่งจากชุมชนอื่นๆ คือ “วิธีแบบราชการ” ที่นิยมทำกันนั้น น่าจะหลงทิศผิดทาง

กล่าวคือ..ภาครัฐมัก “ออกระเบียบ” ขึ้นมาสักเรื่องหนึ่ง ให้ชาวบ้านจัดตั้งกลุ่ม เช่น กลุ่มเลี้ยงสัตว์ กลุ่มปลูกผัก กลุ่มเย็บผ้า ฯลฯ แล้วกำหนดว่า “รัฐจะจัดสรรงบประมาณให้ตามจำนวนสมาชิก” ส่งผลให้ชาวบ้านมักใช้วิธี “หาคนเพิ่มให้ได้เยอะๆ ไว้ก่อน” เพื่อให้ได้งบมามากๆ ก็ไปชักชวนใครต่อใครให้มาลงชื่อ แต่ในระยะยาว จะเหลือคนที่ทำจริงเพียงไม่กี่คน กลุ่มที่ตั้งกันไว้ก็ “ล้ม” เครื่องมือ วัสดุอุปกรณ์ อาคารสถานที่ที่สร้างไว้ถูกทิ้งร้าง เป็น “อนุสรณ์อัปยศ” ในการใช้ภาษีอากร “เงินของส่วนรวม” อย่างเปล่าประโยชน์

ผู้นำชุมชนวังกวางเหนือ กล่าวว่า การตั้งกลุ่มต่างๆ ในหมู่บ้าน จะ “เน้นคุณภาพ” ขอเฉพาะคนที่ “อยากทำจริง” ในเรื่องนั้นๆ แล้วให้ในกลุ่มคัดเอาคนที่ “แววดี” ออกไปศึกษาดูงานในท้องถิ่นอื่นๆ ซึ่งการไปศึกษาดูงาน ก็ไม่ได้แบบ “กินฟรีอยู่สบาย” ชุมชนสนับสนุนเพียงค่าเดินทางเท่านั้น เพื่อให้เกิดความรู้สึกว่าการไปดูงานนั้น “มีคุณค่า” เมื่อกลับมาแล้วจะได้ “ตั้งใจ” นำสิ่งที่ได้กลับมาพัฒนากลุ่มของตนและชุมชน

“อาชีพไหนทำยังไง? เราก็ให้เขาไปดูงาน แต่เราไม่ให้งบเขาเยอะ ให้แค่ค่าเติมน้ำมัน คุณก็ห่อข้าวห่อกับไปกินกันเอง เราจะดึงความเป็นเจ้าของของเขาออกมาให้ได้ ไปดูปลูกผักก็ไปถามทางหน่วยงานเกษตร ไปดูเลี้ยงปลาก็ไปถามหน่วยงานประมง มีที่ไหนน่าสนใจ? เราก็ใช้กองทุนหมู่บ้านเชื่อมโยง” ประทีป กล่าว

ขณะที่ในแต่ละกลุ่ม “ทุกคนต้องมีหน้าที่” ระบุให้ชัดใครทำอะไร เช่น ประธาน รองประธาน เลขานุการ เหรัญญิก ฝ่ายบัญชี ฯลฯ และมีผลงาน “จับต้องได้” ไม่ใช่เพียงรายชื่อใส่ไว้ลอยๆ ทำแบบนี้ “ไม่จำเป็นต้องมีคนเยอะ” แม้จะมีกันเพียง 5 คน 10 คน แต่หาก “ใจมาเต็มร้อย” ทำงานกันอย่างจริงจังต่อเนื่อง ย่อมได้ผลงาน “ดีกว่า-ชัดกว่า” กลุ่มที่มีคนมาก แต่ขาดการบริหารจัดการและเอาใจใส่

“มีกลุ่มแล้วก็ต้องให้เขาได้ร่วมลงทุน ก็ลงเงินกันมา หุ้นละ 100 บาท จะลงกี่หุ้นก็ว่าไป เพื่อให้รู้สึกว่าคุณเป็นเจ้าของ ถ้าไม่ช่วยกันเงินที่คุณลงมามันก็สูญหายนะ มันเป็นแรงกระตุ้นไง แล้วคุณจะมีวิธีการต่อยอดยังไง? ตรงนี้ถ้าคุณลงหุ้นแล้วยังไม่พอก็ค่อยมาเอาที่กองทุนหมู่บ้าน ให้สมาชิกทุกคนในกลุ่มลงชื่อมาเพื่อรับผิดชอบร่วมกัน กองทุนมันมีความเสี่ยง เราไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ก็ต้องสร้างวินัยการเงินให้เขา” ประทีป อธิบายวิธีบริหารจัดการ


ประทีป จันต๊ะฟู

ซึ่งเรื่องของ “วินัยการเงิน” นี้สำคัญมาก ประทีป เล่าย้อนไปอีกว่า เมื่อครั้งที่มีกองทุนหมู่บ้านใหม่ๆ ชาวบ้านหลายราย “เข้าใจผิด” ว่ารัฐบาลเอาเงินมา “แจกให้ฟรีๆ” ทำให้ช่วงปีแรกๆ ก็เกือบ “เงินหมด” กู้กันไปแล้วไม่ใช้คืน จนต้องออกกฎว่า “ถ้าไม่ใช้คืนก็ไม่ปล่อยกู้เพิ่ม” ให้คนในชุมชนกดดันกันเอง ทว่ากลับไปสร้าง “ปัญหาใหม่” คนที่เป็นหนี้กองทุนหมู่บ้านต้องไป “กู้นอกระบบ” หาเงินจากแหล่งอื่นมาใช้คืนกองทุน

ผู้นำชุมชนวังกวางเหนือ จึงจัดตั้ง “สถาบันการเงินชุมชน” เบื้องต้นจูงใจให้ชาวชุมชนมาฝากเงิน ด้วย “ดอกเบี้ยสูง” เช่น สถาบันการเงินทั่วไปให้ร้อยละ 0.7 ต่อปี ที่นี่ให้ร้อยละ 2.5 ต่อปี ภายใต้ข้อแม้ “ห้ามฝากเกิน 5 แสนบาท” แต่ทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครฝากกันถึงจำนวนดังกล่าว เพราะชาวชุมชนถือว่าฐานะยังไม่ดีเท่าใดนัก “ถึงพ้นจากความยากจนแต่ยังไม่ถึงขั้นร่ำรวย” ขณะเดียวกันก็ทำการ “ปรับโครงสร้างหนี้” ใช้ความเป็น “คนบ้านเดียวกัน” พูดคุยทำสัญญากัน รวมถึง “ติดตามดู” ว่าลูกหนี้นำเงินไปทำอะไรบ้าง

“ถ้าคุณอยากคืนเงินให้หมดเพื่อไม่ให้เสียประวัติ ตรงนี้กองทุนจัดบัญชีเป็น 2 ส่วน คือบัญชีเงินจัดสรรอุดหนุนจากภาครัฐและภาคส่วนอื่น ซึ่งจะถูกตรวจสอบทั้งจาก สตง. (สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน) และผู้ที่ให้การสนับสนุน ถ้าคืนเงินไม่ตามเป้า กับบัญชีเงินฝากเงินกู้ ตรงนี้คุณมาเอาไปแก้ปัญหา ถ้าคุณอยากเป็นหนี้ ไม่ต้องเป็นหนี้ที่อื่น เป็นหนี้ที่กองทุนนี่แหละ ขอดอกเบี้ยร้อยละบาทก็พอ ไม่เอามาก พอชำระหนี้เสร็จก็ให้เขากู้คืน แต่ต้องมีแนบท้ายสัญญาใหม่ เช่น กู้ไป 20,000 ไม่มีเงินก้อนชำระ จะแบ่งเป็น 4 งวดไหม? เปิดโอกาสให้ทยอยใช้คืน” ประทีป ระบุ

จากวันนั้นถึงวันนี้ กองทุนหมู่บ้านตั้งต้นเดิม 1 ล้านบาท นอกจากจะไม่ก่อหนี้เสียแล้ว ยัง “งอกเงย” ปัจจุบันมีเงินหมุนเวียนอยู่กว่า 3 ล้านบาท ซึ่งพื้นฐานสำคัญมาจากการ “ไม่รอโอกาส” เพราะในช่วงปี 2544 ที่ยังไม่ได้รับเงินกองทุน ประทีป และชาวชุมชนจำนวนหนึ่ง ทั้งที่ส่วนใหญ่ยังยากจน แต่ก็เริ่ม “ลงขันออม” นำไปก่อน “คนละ 10 บาทต่อเดือน” แม้จะเป็นแค่ “เศษเงิน” เพราะรวมๆ กันแล้วก็ยังนำไปใช้ทำอะไรไม่ได้ แต่อย่างน้อยที่สุดก็ยังได้ประโยชน์ 2 ข้อ คือ หนึ่ง..ได้ฝึกการออมและบริหารเงิน กับ สอง..ได้พูดคุยเพื่อเข้าใจคนในชุมชน

กลายเป็น “ความรู้เบื้องต้น” สำหรับนำไป “ต่อยอด” พัฒนาในส่วนอื่นๆ ทั้งการตั้งกลุ่มอาชีพและบริหารจัดการกองทุนหมู่บ้าน อนึ่ง..ตัวชี้วัดว่าจะมีคน “เอาด้วย” หรือไม่? มากน้อยเพียงใด? อยู่ที่ “คณะผู้นำ” ที่ต้องทั้ง “เอาจริง” ทำให้คนอื่นๆ ในชุมชนเห็นว่ามีผลงานจริง และทั้ง “โปร่งใส” การบริหารและใช้จ่ายเงินกองทุนสามารถชี้แจงชุมชนได้อย่างตรงไปตรงมา อย่างไรก็ตาม หากถามว่าวันนี้ “พอใจหรือไม่?” เขากลับตอบว่า “หนทางยังอีกยาว” เพราะเป้าหมายสูงสุดคือ “ปลอดหนี้” คนในชุมชนต้องไม่เป็นหนี้สินอีก

“เราตั้งเป้าไว้สูงนะ จะต้องไม่มีหนี้เลย ไม่ว่าหนี้กองทุนในชุมชน หนี้นอกระบบ หนี้ธนาคารและสถาบันการเงินอื่นๆ นั่นคือความสำเร็จ ถ้าจะสำเร็จจริงๆ คือชาวบ้านต้องอยู่ดีกินดี ไม่เดือดร้อนอะไรอีก ทุกวันนี้ยังชี้วัดไม่ได้ว่าเราสำเร็จ เพราะยังไม่ถึงเป้าหมาย อย่างที่เพิ่งปิดงบไป สมาชิก 167 คน มีคนที่กู้เงินกองทุน 122 คน ยังเยอะอยู่ที่ใช้บริการ ก็มีถามว่าแล้วไม่มีใครกู้จะหากำไรจากไหน? ผมก็บอกว่า เราก็เอาเงินไปทำอย่างอื่น ไปพัฒนาหมู่บ้านในด้านอื่น” ประทีป กล่าวทิ้งท้าย

เรื่องราวของชุมชนวังกวางเหนือ ที่ครั้งหนึ่งเคย “รั้งท้าย” ไม่มีใครรู้จัก แต่ด้วย “ความเพียร” มุมานะพยายาม ค่อยๆ แก้ปัญหาไปตามลำดับขั้นอย่าง “มีเหตุมีผล” อีกทั้งยังประกอบด้วย “ความสามัคคี” ของคนในชุมชน ทำให้กลายมาเป็น “ต้นแบบ” มีผู้มาดูงานไม่ขาดสาย ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้เพียงแค่จุดเล็กๆ อย่างการ..

พลิกมุมคิด!!!

 

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

บริษัท หนังสือพิมพ์แนวหน้า จำกัด 96 หมู่ 3 ถนนวิภาวดีรังสิต
แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ กทม. 10210 โทร. 0-2551-4290-9.
Copyright © 2017 Naewna.com All right reserved