เด่นวันนี้
ข่าว จาก 83

21 เม.ย. 2560 19:13 น.

สกัดเปลี่ยนเส้นทางขน"อสุจิ" สั่งบล็อกทุกด่านทั่วประเทศ-คลินิกกลางกรุงปัดเอี่ยว“ผู้ต้องหา”

                ความคืบหน้ากรณีเจ้าหน้าที่ศุลกากรหนองคายจับกุม นายนิธินนทน์ ศรีธานิยานันท์ อายุ 25 ปี อยู่บ้านเลขที่ 114 ถ.พหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กทม. ขณะพยายามนำเชื้ออสุจิ 6 หลอดบรรจุในถังไนโตรเจนเดินทางออกนอกประเทศผ่านด่านพรมแดนสะพานมิตรภาพไทย-ลาว จ.หนองคาย เพื่อนำไปส่งที่นครเวียงจันทน์ สปป.ลาว ซึ่งเป็นการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ.2558 มาตรา 41 ห้ามมิให้ผู้ใดซื้อ เสนอซื้อ ขาย นำเข้า ส่งออกซึ่งอสุจิ ไข่ หรือตัวอ่อน และพ.ร.บ.ศุลกากร ในการนำของต้องห้ามออกนอกราชอาณาจักร โดย นายนิธินนทน์ อ้างว่าได้รับการว่าจ้างจากชายลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น ให้นำเชื้ออสุจิดังกล่าวไปส่งที่สปป.ลาวและกัมพูชา โดยนำมาจากคลินิก 4 แห่งใน กทม. ซึ่งทำมาแล้วหลายครั้งตั้งแต่ปี 2558

                ศูนย์ซูพีเรียรับอสุจิของตัวเอง2หลอด

                โดยผู้สื่อข่าวรายงาน เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 21 เมษายน นายศรายุธ อัสสมกร กรรมการผู้จัดการศูนย์ซูพีเรีย เอ.อาร์.ที ตั้งอยู่ที่อาคารวานิช 2 ซึ่งถูกระบุว่าเป็นหนึ่งในคลินิกที่ นายนิธินนทน์ นำเชื้ออสุจิออกไป ได้ออกมาแถลงข่าวชี้แจง โดยยอมรับว่าเชื้ออสุจิจำนวน 2 ใน 6 หลอด เป็นของศูนย์จริง

                ของคนจีน-เวียดนามแต่คนไทยมารับไป

                โดยทั้ง 2 หลอดเป็นของของคนไข้ชาวจีนและเวียดนาม มีการมาขอเบิกออกไปจากศูนย์เมื่อวันที่ 17 และ 19 เมษายน 2560 อย่างไรก็ตาม คนไข้ที่เป็นเจ้าของไม่ได้มารับด้วยตัวเอง แต่ได้มอบอำนาจให้บุคคลอื่นซึ่งเป็นคนไทยมารับแทน โดยเป็นคนๆ เดียวกันทั้ง 2 ครั้ง ซึ่งศูนย์ได้ตรวจสอบเอกสารหลักฐานต่างๆอย่างเข้มงวดแล้วว่า คนไข้ได้มีการมอบอำนาจจริง รวมทั้งคนไข้มีการเซ็นต์เอกสารหลักฐานอย่างถูกต้อง ทั้งพาสบอร์ด ใบมอบอำนาจ และหนังสือสัญญาการฝากอสุจิ

                โดยคนไข้ให้เหตุผลว่าต้องการนำไปรักษาต่อที่คลินิกแห่งอื่น ศูนย์ก็ต้องดำเนินมอบให้ตามความต้องการของคนไข้เจ้าของอสุจิเพราะเป็นสิทธิโดยชอบธรรมของคนไข้ แต่ทางศูนย์ได้มีการบอกและย้ำเสมอว่าการนำเข้า ส่งออกอสุจิออกนอกประเทศเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

                อ้างเป็นแค่ธนาคาร/เบิก-ถอนแล้วแต่เจ้าของ

                นายศรายุธ  กล่าวด้วยว่า คนไข้ทั้ง 2 รายได้เข้ามาขอคำปรึกษาการรักษาผู้มีบุตรยากกับศูนย์ และมีความประสงค์จะทำการเก็บอสุจิ ซึ่งศูนย์มีบริการรับฝากอสุจิและรับฝากไข่อยู่แล้วคล้ายๆกับธนาคารรับฝากเงิน มีกระบวนการถูกต้องตามกฎหมาย มีการตรวจสอบเอกสารของคนไข้แต่ละรายอย่างละเอียด มีการทำสัญญารับฝากอย่างชัดเจน

                “อสุจิ 2 หลอดที่ จ.หนองคาย ที่มีสัญลักษณ์ของศูนย์ มีการเบิกไปจากที่นี่จริง ตามความประสงค์ของคนไข้ที่เป็นเจ้าของอสุจิ และศูนย์ต้องดำเนินการมอบให้ตามสิทธิของคนไข้ โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งกับศูนย์ว่าอสุจิที่นำไปมีปลายทางที่ใด เมื่อศูนย์มอบไปแล้วก็ถือว่าจบ ส่วนของการขนส่งหรือนำอสุจิต่อไปที่ใดนั้น ศูนย์ไม่ได้รับรู้และมีส่วนเกี่ยวข้องใดๆทั้งสิ้น”

                ขู่แจ้งความเอาผิดคนพาดพิง

                นายศรายุธ กล่าวอีกว่า ศูนย์ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ที่ถูกจับกุมแต่อย่างใด และไม่เคยมีการว่าจ้างผู้ถูกจับกุมให้ขนส่งอสุจิไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เพราะที่ผ่านมาศูนย์ไม่เคยให้การสนับสนุนการอุ้มบุญหรือการซื้อขายอสุจิ ขายไข่ เพราะเป็นสิ่งผิดกฎหมายและศีลธรรม ซึ่งศูนย์เตรียมที่จะมีการแจ้งความเอาผิดผู้ที่กล่าวหาพาดพิงศูนย์ในเรื่องนี้ต่อไป

                สบส.บุกตรวจคลินิกอสุจิ-ยันยังไม่จับ

                วันเดียวกัน นพ.ธงชัย กีรติหัตถยากร รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) พร้อมด้วย ทพ.อาคม ประดิษฐ์สุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ ได้เดินทางเข้าสอบคลินิกย่านเพลินจิตและปทุมวัน ซึ่งเป็น 2 ใน 4 แห่งที่ นายนิธินนทน์ นำหลอดอสุจิมา โดย นพ.ธงชัย กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นเพียงการตรวจสอบยังไม่ได้จับกุม เนื่องจากยังไม่พบความผิด อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบคลินิกย่านเพลินจิตนั้น ได้รับการขึ้นทะเบียนถูกต้องและมีมาตรฐานในการเก็บน้ำเชื้ออสุจิ ส่วนประเด็นว่าจะเกี่ยวข้องกับกรณีตรวจจับที่จ.หนองคายหรือไม่นั้นขณะนี้ ยังไม่พบว่ามีการเชื่อมโยงกันแต่อย่างใด

                รอผลตรวจหลักฐานก่อนถึงเล่นงานได้

                ผู้สื่อข่าวถามว่า การเข้าตรวจสอบคลินิกเหล่านี้ จะทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายหลักฐานที่อาจเชื่อมโยงกันหรือไม่ นพ.ธงชัย กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกัน เพราะหลักฐานทั้งหมดจะอยู่ที่ จ.หนองคาย และต้องรอการตรวจสอบถังไนโตรเจนว่า บรรจุเชื้ออสุจิหรือเป็นไข่หรือเป็นตัวอ่อนก่อน ทราบว่าทางหนองคายส่งต่อไปยังพื้นที่ขอนแก่น เนื่องจากมีศักยภาพในการตรวจสอบ และเมื่อได้ข้อมูลแล้วจะส่งมายัง สบส. เพื่อทำการขยายผลต่อไปว่า เกี่ยวข้องกับคลินิกแห่งใดบ้าง

                “เมื่อทราบข้อมูลหลักฐานทั้งหมดแล้ว ทางสบส.จะมีอำนาจตามกฎหมายในการตรวจสอบได้ว่า หลักฐานเชื่อมโยงไปยังคลินิกหรือหน่วยบริการทางการแพทย์ใดบ้างหรือไม่ หากเกี่ยวข้องก็สามารถตรวจจับได้ รวมทั้งกรณีที่เกิดขึ้นมีการกล่าวอ้างถึงบุคคลที่เรียกว่า คุณยู เราต้องมาตรวจสอบว่าเป็นตัวแทนในการจัดส่งเรื่องนี้หรือไม่ หรือเป็นเอเจนซี่ ซึ่งหากใช่จะมีความผิดตาม พ.ร.บ. คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ.2558 มีโทษจำคุก 5 ปีหรือปรับ 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งมีโทษสูง” นพ.ธงชัย กล่าว และว่า ส่วนสถานพยาบาล หรือคลินิกหากพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการซื้อขาย นำเข้า หรือส่งออก ซึ่งอสุจิ ไข่ หรือตัวอ่อน จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

                สั่งล้อมคอกสกัดเปลี่ยนเส้นทางส่งออก

                นายนิมิตร แสงอำไพ นายด่านศุลกากรหนองคาย กล่าวว่า ตอนนี้ได้กระจายข่าวไปตามด่านศุลกากรชายแดนทั่วประเทศเพื่อให้รับทราบพฤติกรรมและเฝ้าระวัง หากขบวนการนี้ไม่หยุด กลัวว่าจะมีการเปลี่ยนเส้นทางการลักลอบทำผิด

                ทั้งนี้ นายนิธินนทน์ น่าจะทราบการทำงานของเจ้าหน้าที่ประจำสะพานด้วยว่า ที่ด่านขาออกนอกประเทศไม่มีเครื่องเอกซเรย์ และไม่ค่อยเข้มงวดเหมือนขาเข้าประเทศที่ตรวจหาการลักลอบนำเข้ายาเสพติดสิ่งผิดกฎหมายและสินค้าลักลอบภาษีศุลกากร โดยเมื่อสองเดือนที่ผ่านมานายนิธินนทน์จะเดินทางจากกรุงเทพฯ มาที่ด่านสะพานด้วยรถโดยสาร และเคยถูกเรียกตรวจค้นครั้งหนึ่ง แต่ครั้งนั้นเจ้าหน้าที่พบเพียงถังไนโตรเจนเปล่า หลังจากนั้นก็ดูเหมือนว่าจะระวังตัวขึ้นเพราะไม่นั่งรถโดยสารเหมือนเดิม แต่เรียกรถแท็กซี่แทนก็อาจทำให้หลุดลอดการตรวจค้นของเจ้าหน้าที่

                เขมรแฉจับได้เพราะหักหลังกันเอง

                วันเดียวกัน พ.ต.อ.ประพันธ์ศักดิ์ ประสานสุข ผกก.ตม.จว.สระแก้ว ได้สั่งการให้ พ.ต.ท.เบญจพล รอดสวาสดิ์ รอง ผกก.ตม.จว.สระแก้ว ตรวจเช็คประวัติการเดินทางเข้า-ออก ราชอาณาจักรผ่านด่านพรมแดนอรัญประเทศ จ.สระแก้ว ของ นายนิธินนทน์ เบื้องต้นพบว่า นายนิธินนทน์ เดินทางเข้า-ออก นอกราชอาณาจักร ผ่านด่านพรมแดนอรัญประเทศ ออกไปฝั่งกัมพูชา ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงปัจจุบัน 7 ครั้ง

                นอกจากนี้ จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ด่าน ตม.ปอยเปต ของกัมพูชาให้ข้อสังเกตว่า จากคดีอุ้มบุญดังกล่าวจากประเทศไทย ทางกัมพูชาก็มีการตรวจสอบเหมือนกัน แต่ยังไม่ได้มีการจับกุมหรือดำเนินคดีใดๆ ในฝั่งกัมพูชา ส่วนกรณีนายนิธินนท์ที่ถูกจับกุมที่ด่านพรมแดนหนองคาย เคยเดินทางนำอสุจิเข้ากัมพูชาผ่านด่านพรมแดนปอยเปตหลายครั้งนั้น เจ้าหน้าที่ ตม.ปอยเปต คนดังกล่าว เผยว่า การจับกุมครั้งนี้น่าจะเป็นการแจ้งข่าวสารหรือการชี้เบาะแสจึงสามารถจับได้ อาจจะเป็นการหักหลังเรื่องผลประโยชน์ร่วมกันก็ได้ เพราะจากการที่เคยนำไปส่งในกัมพูชา แต่กลับหันไปส่งในประเทศลาว อาจทำให้เกิดการเสียประโยชน์ จึงมีการหักหลังแจ้งข่าวสารให้ทางการไทยจับกุมก็เป็นได้ เจ้าหน้าที่ด่าน ตม.ปอยเปต คนดังกล่าว ได้กล่าวก่อนรีบเดินเข้าฝั่งกัมพูชาทันที

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

บริษัท หนังสือพิมพ์แนวหน้า จำกัด 96 หมู่ 3 ถนนวิภาวดีรังสิต
แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ กทม. 10210 โทร. 0-2551-4290-9.
Copyright © 2017 Naewna.com All right reserved